วันอังคารที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2557

''บาแก็ต''


baguette

(บาแก็ต)

  





บาแก็ตหรือ ขนมปังฝรั่งเศส เป็นขนมปังมีลักษณะรูปทรงเป็นแท่งยาวขนาดใหญ่ เปลือกนอกแข็งกรอบ เนื้อในนุ่มเหนียว และเป็นโพรงอากาศ มักนำมาหั่นเฉียงเป็นแผ่นหนา เพื่อรับประทานกับซุป ปาดเนยสด หรือประกอบทำเป็นแซนด์วิช

โดยปกติแล้วบาแก็ตจะมีเส้นผ่าศูนย์กลางอยู่ที่ 5 - 6 เซนติเมตร (2 - 2⅓ นิ้ว) และความยาวอยู่ที่ 165 เซนติเมตร (26 นิ้ว)

ส่วนผสมและวิธีทำ
- แป้งสาลีทำขนมปัง 600 กรัม
- ยีสต์ Instant 2 ช้อนชา (ยีสต์สำหรับขนมปังไม่หวาน)
 - น้ำตาล 1.5 ช้อนโต๊ะ
- เกลือ 2 ช้อนชา
          - น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ
- น้ำ 340 ซีซี.



- ทำการนวดแป้งและพักให้ขึ้น 2 เท่าครั้งแรก 1 ช.ม.
- นำมาไล่ลมและนวดเล็กน้อยรอให้ขึ้นอีก 1 ช.ม.
รวมทั้งหมด 3 ช.ม.

- จากนั้นก็นำแป้งโด มาไล่ลมและแบ่งเป็น 3 ส่วน เท่าๆ กัน
ทำการคลึงและปั้นเป็นแท่งยาวประมาณ 35 ซ.ม. ใส่ไว้ในพิมพ์อบบขนมปังฝรั่งเศษ พิมพ์นี้ซื้อมาจากอเมริกา
- นำผ้าชุบน้ำคลุมไว้ รอให้ขึ้นเป็น 2 เท่า นำมีดกรีดที่ขนมปังเพื่อที่ไม่ให้ขนมปังแตกเวลาอบ
- เวลาอบตอนแรกก็ต้องพ่นน้ำเพื่อให้เตาอบมีความชื้น จะทำให้ขอบขนมปังมีกความกรอบ ไม่นิ่ม 
- ขนมปังในเดาอบ อบที่ 220 C ประมาณ 25 นาที ผลที่ได้คือ
- จากนั้นก็พลิกขนมปังกลับด้าน อบให้ผิวด้านสุกเกรียม

วันจันทร์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2557

''อาหารฝรั่งเศส''


อาหารฝรั่งเศส อาหารสังคมสำหรับทุกคน ได้รับการยืนยันยูเนสโกแล้ว
                อาหารฝรั่งเศสได้รับการกล่าวขวัญว่าเป็นสิ่งที่พิเศษ จากผู้ที่ชื่นชอบการรับประทานอาหาร และผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารทั่วโลก ยิ่งเมื่อเร็ว ๆ นี้คณะกรรมการยูเนสโก (องค์การ
สหประชาชาติศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรม)ได้โหวตให้อาหารการกินของฝรั่งเศส(กาสโทรโนมิก มีล) เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ในบรรดา 47 วัฒนธรรม นี่ถือเป็นครั้งแรกที่ด้านอาหารได้รับการพิจารณาให้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรม ซึ่งมรดกทางวัฒนธรรมจัดขึ้นครั้งแรกในปี 2003 เป็นคู่ขนานกับมรดกโลก
ขณะที่ได้รับข่าวดีใหม่นี้ ซึ่งเป็นเกียรติแก่ประเทศฝรั่งเศส เราเกรงว่าจะสร้างภาพลักษณ์ให้อาหารฝรั่งเศส มีความ พิเศษ หรู เหมาะสำหรับคนเฉพาะกลุ่ม มากกว่าที่จะเป็นสำหรับคนทั่วไป เพื่อป้องกันการเข้าใจผิด ต่อไปนี้เราจึงนำเสนอในด้านที่ถูกต้อง เหตุใดคณะกรรมการยูเนสโกจึงได้ลงมติเช่นนั้น

            ว่าด้วย เรื่องอาหารการกิน(กาสโทรโนมิก มีล) ยูเนสโก ได้หมายถึง จารีตประเพณีที่ได้ออกแบบมาของสังคม เพื่อ การเฉลิมฉลองช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดในชีวิตของบุคคลและกลุ่ม ผ่านศิลปะการกินและการดื่ม ที่ดี ใช้เวลาร่วมกันและเสริมสร้างมิตรภาพ ระหว่างคอร์สอาหารที่หลากหลาย มื้อแห่งความสุข ตั้งแต่เสิร์ฟเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อนอาหาร, อาหารเรียกน้ำย่อย, อาหารจานหลัก, สลัด, ชีส, ขนมและไวน์ นั่นคือพิธีการรับประทานทั้งหมด ,ความลงตัวของอาหาร และไวน์ ลำดับการรับประทานอาหาร การจัดโต๊ะ การพูดคุย ซึ่งอาหารการกินแบบฝรั่งเศสนี้ เป็นสิ่งที่ยูเนสโก เล็งเห็นการอนุรักษ์เป็นมรดกทางวัฒนธรรม


ที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น สำหรับเรา ที่อาศัย ในจังหวัดเชียงใหม่ มี ร้านอาหารฝรั่งเศส ที่ตกแต่งหรูหรา นี่คงเป็นสาเหตุ ทำให้คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าอาหารฝรั่งเศสเข้าถึงยาก ซึ่งทั้งคุณมาร์โค จากร้าน               Chez Marco และคุณ ชอง จาก La Terrasse แสดงแง่คิดอีกมุมมอง ดูจากเมนูของพวกเขา สนนว่ามีราคาที่ความเหมาะสมและบ่อยๆบางรายการยังถูกกว่าอาหารอิตาเลี่ยน อาหารฝรั่งเศสใครๆก็รับประทานได้ และเงิน ไม่ใช่ปัญหา
ในความเป็นจริง ร้านอาหารฝรั่งเศสก็ มีอาหารอื่นๆไว้บริการเหมือนร้านทั่วๆไปเช่น สเต็ก เมนูทะเล สลัด ฯลฯ อะไร คืออาหารฝรั่งเศสแท้ บริบทของการรับประทานอาหารอย่างที่องค์กรยูเนสโกชี้ให้เห็นก็คือ การผสมผสานของอาหารแต่ละจาน และเครื่องดื่ม คือจุดสำคัญ



               ดังนั้นอาหารฝรั่งเศสที่สมบูรณ์แบบประกอบด้วย?คุณ ชอง จาก La Terrasse ได้ทำให้เราเข้าใจมากขึ้นถึงนิสัยการรับประทานอาหารแบบฝรั่งเศส
โดยทั่วไปจะเริ่มด้วย การดื่มเแอลกอฮอล์ก่อนอาหาร ตามด้วยอาหารเรียกน้ำย่อยเช่นซุปผักและเนื้อสัตว์บด ปาเต (มีส่วนผสมของเนื้อ และไขมัน) หลังจากนั้นมาถึงอาหารจานหลักได้แก่ ปลาหรือเนื้อ หรือทั้งสองอย่างเสิร์ฟพร้อมสลัดผักเขียว อาหารจานหลักมีความหลากหลายและซับซ้อน ปรุงแต่ง โดยเชฟ สองเมนูที่คนนิยม คือ เบอฟฺ บัวร์กิงอน และ ค็อก โอ เวอน สตูว์เนื้อ และไก่ต้มในไวน์แดงส่วนเครื่องเคียงที่ต้องมีคือ มันฝรั่งบด หรือผัด และ ต้องเสิร์ฟขนมปังตลอด หลังจากอาหารจานหลักสิ่งที่ขาดไม่ได้คือชีส มีรายงานมาว่าฝรั่งเศสมีชีสมากกว่า 1000 ชนิด แต่ที่ได้รับความนิยม คือ คะมอมแบร์ อาจตามด้วยขนมหวาน ท้ายสุดนี้ ที่จะต้องกล่าวถึง เครืองดื่มที่คนฝรั่งเศสดื่มเวลารับประทานอาหาร คือน้ำเปล่า และไวน์เท่านั้น ไวน์ช่วยให้รับรู้รสชาดอาหารได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งมีหลากหลายชนิด แต่เราสามารถเลือกดื่ม เฮาส์ไวน์ถือว่ารสชาดดีทีเดียว
             เรื่อง ของอาหารฝรั่งเศสทั้งหมดที่ได้กล่าวมานี้ เราเกือบลืมสาธยายลักษณะอันโดดเด่นของการรับประทานอาหารฝรั่งเศส คงเป็นในเรื่องความโรแมนติก ซึ่งคุณอาจต้องเก็บไว้ในใจเพื่อเป็นทางเลือก ในการมองหาสถานที่รับประทานอาหารในวันวาเลนไทน์ที่ใกล้จะถึง


วันอาทิตย์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2557

''เตเฌเว โปส''

เตเฌเว โปส (TGV POS)

เตเฌเว โปส ( TGV POS) หมายเลข 4401-4419 เป็นหนึ่งในรถไฟความเร็วสูงที่ให้บริการโดยบริษัททางรถไฟแห่งชาติฝรั่งเศส (SNCF) และสร้างขึ้นโดยบริษัทอาลสตอม (Alstom) ปัจจุบันเตเฌเว โปส หมายเลข 4402 (ใช้ชื่อว่า V150) สามารถทำลายสถิติความเร็วที่สุดในโลกที่รถไฟเตเฌเว อัตล็องติก (TGV Atlantique) หมายเลข 325 เคยทำไว้ โดยทำความเร็วได้สูงสุดถึง 574.8 กิโลเมตรต่อชั่วโมง[1] ในการวิ่งทดสอบเมื่อวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2550 โดยใช้ขบวนรถที่มีการปรับแต่งเป็นพิเศษสำหรับสร้างสถิติโลก
TGV POS ย่อมาจาก Paris-Ostfrankreich-Süddeutschland ในภาษาเยอรมัน (แปลว่า "ปารีส-ทางตะวันออกของฝรั่งเศส-ทางใต้ของเยอรมนี")

ลักษณะโดยทั่วไป


รถไฟเตเฌเว โปส นั้นเป็นหนึ่งในรถไฟเตเฌเวรุ่นที่ 3 (ได้แก่ เตเฌเว ดูว์แปล็กซ์, ตาลิส เปเบกาอา และเตเฌเว โปส) ซึ่งผลิตโดยอาลสตอมและได้รับการพัฒนาให้มีแรงม้าเพิ่มขึ้นกว่าเดิม โดยรถกำลังของเตเฌเว โปส มีกำลัง 12,900 แรงม้า ใช้ไฟฟ้า 25 กิโลโวลต์ และสามารถใช้กำลังไฟในย่านต่าง ๆ กันได้ โดยรับไฟฟ้าจากสายไฟฟ้าเหนือราง โดยใช้เสาสาลี่ (pantograph) มีความเร็วสูงสุด 320 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (ยกเว้นหมายเลข 4402 เร็วสูงสุด 574.8 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ส่วนรถโดยสารนั้น ใช้โบกี้รถโดยสารเก่าที่ได้มาจากการดัดแปลงรถไฟเตเฌเว เรโซ (TGV Réseau) บางส่วนให้กลายเป็นเตเฌเว เรโซ-ดูว์แปล็กซ์ (TGV Réseau-Duplex) (ใช้โบกี้รถโดยสารสองชั้น (ดูว์แปล็กซ์) แทนโบกี้รถโดยสารชั้นเดียว) นำมาปรับปรุงทั้งภายในและภายนอกให้มีความสวยงามและสะดวกสบายยิ่งขึ้นและเรียกซีรีส์โบกี้รถโดยสารเหล่านั้นว่า ลาครัว (Lacroix) ตามชื่อนักออกแบบชาวฝรั่งเศสซึ่งได้ออกแบบภายในรถไฟ ภายในให้บริการผู้โดยสารชั้นสองและชั้นหนึ่ง มีเบาะที่สามารถปรับเอนได้ รวมทั้งมีภัตตาคารอยู่ที่โบกี้กลางขบวนรถ (ประมาณโบกี้ที่ 4) รวมทั้งยังมีที่นั่งสำหรับเด็ก ครอบครัว และที่ยึดรถเข็นสำหรับคนพิการ โดยได้ติดมอเตอร์ไฟฟ้าไว้ในทุกแคร่ล้อระหว่างโบกี้เพื่อเพิ่มกำลังให้แก่รถ

การให้บริการ

               ประเทศฝรั่งเศสโดยบริษัททางรถไฟแห่งชาติฝรั่งเศส (SNCF) จะเปิดให้บริการรถไฟเตเฌเว โปส ในขบวนที่ 4401-4405*, 4407-4419 ในเส้นทางความเร็วสูงสายตะวันออก (LGV-Est) ต้นทางจากปารีสไปยังสทราซบูร์ รวมทั้งจะเชื่อมกับเครือข่ายรถไฟความเร็วสูงอีเซเอ (ICE) ของการรถไฟแห่งชาติเยอรมนี ในวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2550 โดยจะใช้ความเร็วในการบริการ 320 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และบางส่วนได้นำไปบริการกับLyria ในเส้นทางรถไฟความเร็วสูงไรน์-โรน(LGV Rhin-Rhône) เพื่อไปยังสวิตเซอร์แลนด์





วันเสาร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2557

''Museu do Louvre''

Museu do Louvre


                    Museu do Louvre (Musée du Louvre), instalado no Palácio do Louvre, em Paris, é um dos maiores e mais famosos museus do mundo. Localiza-se no centro de Paris, entre o rio Sena e a Rue de Rivoli. O seu pátio central, ocupado agora pela pirâmide de vidro, encontra-se na linha central dos Champs-Élysées, e dá forma assim ao núcleo onde começa o Axe historique (Eixo histórico).
                 É onde se encontra a Mona Lisa, a Vitória de Samotrácia, a Vénus de Milo, enormes coleções de artefatos do Egito antigo, da civilização greco-romana, artes decorativas e aplicadas, e numerosas obras-primas dos grandes artistas da Europa como Ticiano, Rembrandt, Michelangelo, Goya eRubens, numa das maiores mostras do mundo da arte e cultura humanas. O museu abrange, portanto, oito mil anos da cultura e da civilização tanto do Oriente quanto do Ocidente.
               Louvre é gerido pelo estado francês através da Réunion des Musées Nationaux. É o museu mais visitado do mundo, recebendo em 2011 8,8 milhões de visitantes e em 2012 9,7 milhões de pessoas.


edifício


                  primeiro real "Castelo do Louvre" neste local foi fundado por Filipe II em 1190, como uma fortaleza para defender Paris a oeste contra os ataques dos Vikings. No século seguinte, Carlos Vtransformou-o num palácio, mas Francisco I e Henrique II rasgaram-no para baixo para construir um palácio real; as fundações da torre original da fortaleza estão sob a Salle des Cariatides (Sala das Cariátides) agora. Mais tarde, reis como Luís XIII e Luís XIV também dariam contribuições notáveis para a feição do atual Palácio do Louvre, com a ampliação do Cour Carré e a criação da colunata de Perrault.
                 As transformações nunca cessaram na sua história, e a antiga fortaleza militar medieval acabaria por se tornar um colossal complexo de prédios, hoje devotados inteiramente à cultura. Dentre as mais recentes e significativas mudanças, desde o lançamento do projeto "Grand Louvre" pelo presidente François Mitterrand, estão a transferência para outros locais de órgãos do governo que ainda funcionavam na ala norte, abrindo grandes espaços novos para exposição, e a construção da controversa pirâmide de vidro desenhada pelo arquiteto chinês I. M. Pei no centro do pátio do palácio, por onde se faz agora o acesso principal. O museu reorganizado reabriu em 1989.



História

               Palácio do Louvre foi a sede do governo monárquico francês desde a época dos Capetos medievais até o reinado de Luís XIV. A transformação do complexo de edifícios em museu iniciou em1692, quando Luís XIV ordenou a criação de uma galeria de esculturas antigas na Sala das Cariátides. No mesmo ano, o palácio, então desabitado, tendo a corte se transferido para Versalhes, recebeu a Academia Francesa, e logo a Academia de Belas Artes e a Academia Real de Pintura e Escultura também ali se instalaram. No prédio também aconteceram, a partir de 1699, os tradicionais salões de arte promovidos pela Academia de Pintura e Escultura, que atraíam multidões. De início organizados na Grande Galeria, os salões de 1725 em diante passaram a acontecer do Salão Quadrado (Salon Carré), de onde derivou o nome destas exposições - Salão.
              Por outro lado, entre 1750 e 1785 espaços no Palácio de Luxemburgo foram reservados para exibição de obras-primas selecionadas das coleções reais, numa exposição que teve grande sucesso. Em vista disso, o Marquês de Marigny, Superintendente Geral dos Edifícios do Rei, e seu sucessor, o Conde de Angivillier, desenvolveram a idéia de tornar o Louvre um museu permanente. O projeto se transformou em lei em 6 de maio de 1791, quando a Assembléia Revolucionária decretou que o palácio deveria ser um repositório de todos os monumentos das ciências e das artes.







วันศุกร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2557

''Grilled Cheese''

Grilled Cheese(กริลล์ชีส)




ส่วนผสม
- เนย
- ขนมปัง เป็นขนมปังฝรั่งเศส หรือพวกขนมปังอิตาเลี่ยนจะอร่อยกว่าขนมปังแบบเป็นแถวๆ
- ชีส ชีสที่ใช้ทำกริลล์ชีส จะใช้ชีสที่ละลายกับความร้อนง่ายๆเช่น เชดดาร์ สวิส มอซซาเรลลา เจค
ความจริงยังมีชีสอื่นๆที่ใช้ทำได้อีก แต่ชีสเหล่านี้เป็นชีสที่หาซื้อง่าย
เวลาทำกริลล์ชีส ให้ขูดชีสเป็นเส้นๆซะก่อน เพราะเวลาเรากริลล์จะได้ละลายได้ง่ายกว่าที่หั่นสไลด์เป็นแผ่นๆ


วิธีทำ
- ขั้นแรกเราก็หั่นขนมปังเป็นแผ่นๆ จำนวนกี่ชิ้นตามต้องการ แล้วทาเนยไว้ชิ้นละด้านพอ
- ขั้นต่อไปให้เอาชีสที่เราขูดไว้โปะลงบนขนมปัง (คว่ำด้านที่มีเนยลง เราจะใช้ด้านนี้นาบกับกระทะ)
- ทาเนยลงบนขนมปังเลย เวลากริลล์สีขนมปังจะสวยกว่าที่เราทาเนยลงบนกระทะ แล้ววางขนมปังทับ
- เมื่อใส่ชีสได้ตามความต้องการแล้วก็เอาขนมปังอีกแผ่นมาประกบ แล้วก็นำไปนาบกับกระทะ
(โปะชีสลงไปเยอะๆ ชีสเยอะๆความอร่อยก็จะตามมาเป็นทวีคูณ
- ตั้งกระทะไว้ใช้ไฟปานกลาง เอาแซนวิชชีสนี่ลงไปนาบกับกระทะ
- ตอนแรกนี้ปิดฝากระทะ ความร้อนจะได้แผ่กระจายอยู่ในวงแคบๆทำให้ชีสละลายเร็ว
ขั้นตอนนี้ใช้เวลาประมาณสองสามนาที หรือทำไปจนกว่าชีสจะละลาย
เมื่อชีสละลายแล้วก็เปิดฝาออก กลับด้านขนมปังอีกด้าน นาบไปจนขนมปังเป็นสีน้ำตาลสวย
ตอนกลับด้านนี้ ไม่ต้องปิดฝากระทะแล้ว ชีสละลายแล้ว แค่กริลล์ให้ขนมปังเป็นสีสวยกรอบเท่านั้น
*แนะนำให้ทานร้อนๆตอนที่ชีสยังละลายยนะคะ



วันพฤหัสบดีที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2557

ภูมิศาสตร์ประเทศฝรั่งเศส.


ภูมิศาสตร์ประเทศฝรั่งเศส
 ขณะที่ประเทศฝรั่งเศสภาคพื้นทวีปยุโรป (La Métropole หรือ France métropolitaine) ตั้งอยู่ในภูมิภาคยุโรปตะวันตก ฝรั่งเศสก็ยังมีดินแดนที่ตั้งอยู่ในทวีปอเมริกาเหนือ ทะเลแคริบเบียน อเมริกาใต้ มหาสมุทรอินเดียทางตะวันตกและทางใต้ มหาสมุทรแปซิฟิกใต้ รวมทั้งบางส่วนในทวีปแอนตาร์กติกาอีกด้วย (การอ้างสิทธิเหนือดินแดนในแอนตาร์กติกาไม่ได้รับการยอมรับจากหลายประเทศ ดู สนธิสัญญาแอนตาร์กติก)

             ประเทศฝรั่งเศสภาคพื้นทวีปยุโรปยังมีแม่น้ำต่าง ๆ ที่สำคัญอีกมากมาย เช่น
 แม่น้ำลัวร์ แม่น้ำการอน แม่น้ำแซน และแม่น้ำโรนซึ่งแบ่งที่ราบสูงมาซิฟซ็องทราลออกจากเทือกเขาแอลป์อีกด้วย โดยไหลลงทะเลเมดิเตอร์เรเนียนที่กามาร์ก ซึ่งเป็นจุดที่ต่ำที่สุดในประเทศฝรั่งเศส (2 เมตร หรือ 6.5 ฟุต จากระดับน้ำทะเล) และยังมีกอร์ส (คอร์ซิกา) ตั้งอยู่บนชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนประเทศฝรั่งเศสภาคพื้นทวีปยุโรปนั้นมีพื้นที่ 543,935 ตารางกิโลเมตร (210,013 ตารางไมล์) ทำให้ประเทศฝรั่งเศสเป็นประเทศที่ใหญ่ที่สุดในกลุ่มสหภาพยุโรปซึ่งใหญ่กว่าประเทศสเปนเพียงนิดเดียว ประเทศฝรั่งเศสมีพื้นที่ครอบคลุมลักษณะภูมิประเทศที่หลากหลายมาก ตั้งแต่ที่ราบชายฝั่งในภาคเหนือและตะวันตก ซึ่งติดกับทะเลเหนือและมหาสมุทรแอตแลนติก ไปจนถึงเทือกเขาแอลป์ทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ ที่ราบสูงมาซิฟซ็องทราลทางภาคใต้ตอนกลางและเทือกเขาพิเรนีสทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ ประเทศฝรั่งเศสยังมีจุดที่สูงที่สุดในทวีปยุโรปตะวันตกคือ ยอดเขามงบล็อง (Mont Blanc) ซึ่งสูง 4,807 เมตร (15,770 ฟุต) ตั้งอยู่บนเทือกเขาแอลป์ บริเวณชายแดนประเทศฝรั่งเศสและอิตาลี
พื้นที่ของประเทศฝรั่งเศส รวมทั้งจังหวัดและดินแดนโพ้นทะเล (ไม่รวมดินแดนอาเดลี) คือ 674,843 ตารางกิโลเมตร (260,558 ตารางไมล์) นับเป็น 0.45% ของพื้นแผ่นดินโลกทั้งหมด แต่อย่างไรก็ตามประเทศฝรั่งเศสครอบครองพื้นที่เขตเศรษฐกิจจำเพาะเป็นอันดับสองของโลก ด้วยเนื้อที่ 11,035,000 ตารางกิโลเมตร(4,260,000 ตารางไมล์) นับเป็น 8% ของพื้นที่เขตเศรษฐกิจจำเพาะทั้งหมดในโลก ตามหลังสหรัฐอเมริกา ไปเพียง 316,000 ตารางกิโลเมตร และนำประเทศออสเตรเลียกว่า 2,886,750 ตารางกิโลเมตร

           ประเทศฝรั่งเศสภาคพื้นทวีปยุโรปตั้งอยู่ระหว่าง 41° and 50° เหนือ บนขอบทวีปยุโรปตะวันตกและตั้งอยู่ในภูมิอากาศเขตอบอุ่นเหนือ ทางภาคเหนือและตะวันตกเฉียงเหนือมีสภาพภูมิอากาศเขตอบอุ่น แต่กระนั้นภูมิประเทศและทะเลก็มีอิทธิพลต่อภูมิอากาศเหมือนกัน ละติจูด ลองจิจูดและความสูงเหนือระดับน้ำทะเลทำให้ประเทศฝรั่งเศสมีภูมิอากาศแบบคละอีกด้วย ทางภาคตะวันออกเฉียงใต้มีสภาพภูมิอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน ภาคตะวันตกส่วนมากจะมีปริมาณน้ำฝนสูง ฤดูหนาวไม่มากและฤดูร้อนเย็นสบาย ภายในประเทศภูมิอากาศจะเปลี่ยนไปทางภาคพื้นทวีปยุโรป อากาศร้อน มีมรสุมในฤดูร้อน ฤดูหนาวหนาวกว่าเดิมและมีฝนตกน้อย ส่วนภูมิอากาศเทือกเขาแอลป์และแถบบริเวณเทือกเขาอื่น ๆ ส่วนมากมักจะมีภูมิอากาศแถบเทือกเขา ด้วยอุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็งกว่า 150 วันต่อปีและปกคลุมด้วยหิมะกว่า 6 เดือน

วันพุธที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2557

ครัวซ็อง

ครัวซ็อง  (Croissant)



ครัวซ็อง คือขนมอบชนิดหนึ่งที่กรอบ ชุ่มเนย และโดยทั่วไปจะมีลักษณะโค้งอันเป็นที่มาของชื่อ "croissant" ซึ่งในภาษาฝรั่งเศสหมายถึง "จันทร์เสี้ยว" บางทีก็ถูกเรียกว่า crescent roll (โรลจันทร์เสี้ยว)
การทำครัวซ็องจะต้องใช้แป้งพายชั้น (puff pastry - พัฟเพสทรี) ที่ผสมยีสต์ นำมารีดให้เป็นแผ่น วางชั้นของเนยลงไป พับและรีดให้เป็นแผ่นซ้ำไปมา ตัดเป็นแผ่นสามเหลี่ยม นำไปม้วนจากด้านกว้างไปด้านแหลม บิดปลายให้โค้งเข้าหากัน อบโดยใช้ไฟแรงให้เนยที่แทรกอยู่เป็นชั้นดันแป้งให้ฟูก่อน จึงค่อยลดไฟลงไม่ให้ไหม้ การทำครัวซ็องเป็นเรื่องที่ต้องใช้ทักษะและความอดทน ครั้งหนึ่งอาจจะใช้เวลาหลายวัน

História


Sua origem é atribuída aos padeiros de Viena , onde era conhecido pelo nome de Kipferl desde o século XIII, sendo feito de tamanhos variados.  . Segundo a tradição, em 1683 (Batalha de Viena), enquanto trabalhavam à noite, estes ouviram o barulho que o inimigo otomano fazia ao cavar um túnel, e ao dar o alarme sobre o que estava acontecendo, conseguiram impedir o êxito do ataque. O formato em crescente seria alusivo à bandeira do Império Otomano. Os franceses ainda hoje chamam este tipo de pão amanteigado de viennoiserie’’.
Alguns pesquisadores atribuem sua invenção ao comerciante vienense de origem polaca Franz Georg Kolchitsky que vivia em Constantinopla. Esse homem conheceu o café nessa cidade em 1475 e, com cerca de 500 sacas do produto abandonadas pelos Turcos após derrota em batalha, abriu um "café" onde passou a servir a bebida. Aí, para acompanhar o café, inventou esse pão em formato de crescente.
Maria Antonieta, originária de Viena, introduziu e popularizou o croissant na França, a partir de 1770, onde hoje é um elemento tradicional do desjejummatinal com uma boa xícara de café com leite. Os nutricionistas recomendam moderação, no entanto, pois contém metade de seu peso em lipídios.